ระบบสารสนเทศในโรงพยาบาล
เป็นการนำระบบสารสนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศ มาประยุกต์ใช้ในกิจการต่างๆ
ของโรงพยาบาล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้สามารถดำเนินการต่างๆ
ได้อย่างถูกต้องตรงตามเป้าหมายหลักของโรงพยาบาล
พร้อมทั้งสนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในทุกขั้นตอน
ก่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างเกิดประโยชน์สูงสุดประกอบด้วยระบบสารสนเทศ 2 ชนิดระบบ
1. ระบบสารสนเทศทางคลินิก(Clinical
information system)
เป็นระบบการจัดการฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่
แพทย์และพยาบาลจะใช้ระบบนี้ในการเข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยเพื่อใช้ในการวางแผนการนำไปใช้
และการประเมินการดูแลผู้ป่วย
ตัวอย่าง
2.ระบบสารสนเทศทางการแพทย์
1.บัททึกข้อมูลทางการพยาบาล
เช่น
1. North American Nursing Diagnosis
Association : NANDAสมาคมการวินิจฉัยทางการพยาบาลอเมริกาเหนือ
2. Nursing Intervention Classification
: NIC ใช้ตัดสินว่าจะให้การบาบัดทางการพยาบาลให้แก่ผู้ป่วยเพื่อแก้/บรรเทาปัญหาทางสุขภาพ
3. Nursing Outcome Classification : NOC
ระบบสารสนเทศทางการพยาบาลที่ช่วยประเมินว่าผู้ป่วยได้รับการพยาบาลที่มีคุณภาพครบถ้วนและเท่าเทียมกันทุกคน
4. International Classification Nursing
Practice : ICNP การใช้คามาตรฐานในการวินิจฉัยทางการพยาบาล
2.มีความยืดหยุ่นในการใช้ระบบเพื่อดูข้อมูลและเก็บรวบรวมสารสนเทศที่จำเป็นทำให้มีการดูแลผู้ป่วยที่มีคุณภาพ
· ระบบติดตาม (Monitor
system)
1.เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการวัดทางชีวภาพแบบอัตโนมัติในหน่วยวิกฤต
และหน่วยเฉพาะโรค
2.รูปแบบของระบบติดตาม
· การเตือนเมื่อพบสิ่งที่ผิดปกติ
1.ระบบติดตามแบบเคลื่อนที่2.การบันทึกสิ่งค้นพบที่ผิดปกติ3.สามารถถ่ายโอนข้อมูลผู้ป่วยเข้าไปสู่ระบบอื่นได้
เพื่อที่จะได้มีการบันทึกข้อมูลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง
· ระบบห้องปฏิบัติการ (Laboratory
system)
1.บันทึกข้อมูลผลการตรวจต่างๆ
ทางห้องปฏิบัติการ
2.สามารถเข้าถึงผลการตรวจได้อย่างสะดวกและรวดเร็วขึ้น3.ช่วยลดความผิดพลาดในการายงานผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เกิดจากคน
ตัวอย่าง เช่น ระบบฐานข้อมูลห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยา
· ระบบรังสี (Radiology
system)
1.เก็บข้อมุลเป็นภาพดิจิตอลแทนฟิล์มรังสีแบบเดิม
2.สามารถเข้าถึงข้อมูลภาพทางรังสีได้อย่างรวดเร็วขึ้น
3.สามารถส่งต่อภาพรังสีไปยังแหล่งอื่นๆ
เพื่อส่งต่อการรักษาไปยังโรงพยาบาลอื่น ตัวอย่าง เช่น ระบบฐานข้อมูล x-ray ของโรงพยาบาลศิริราชระบบ SIPACS
· ระบบเภสัชกรรม (Pharmacy
system)
1.ให้ข้อมูลเกี่ยวกับยา
2.สามารถเข้าถึงประวัติผู้ป่วยและการให้ยาได้
รวมทั้งประวัติการแพ้ยาและข้อมุ,ส่วนบุคคล
3.ช่วยแพทยืในการตัดสินใจว่ายาตัวไหนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
และขนาดยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วย
4.การคำนวณการใช้ยา
ค่าใช้จ่ายและออกใบเสร็จรับเงิน
สมาคมการวินิจฉัยทางการพยาบาลอเมริกาเหนือ (North American
Nursing Diagnosis Association : NANDA)Human Response Patterns
1. (Exchanging )แบบแผนการแลกเปลี่ยน
เช่น การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับ โภชนาการ อุณหภูมิ ขาดน้ำฯลฯ
2. ( Communicating)แบบแผนการสื่อสาร
เช่นการพูดผิดปกติ
3. (Relating)แบบแผน
สัมพันธภาพ เช่น การแยกตัวจากสังคม ความเครียดในบทบาท
4. (Valuing)แบบแผนค่านิยม
เช่น ความเครียดทางจิตวิญญาน
5. (Choosing)แบบแผนการเลือก
เช่น ไม่สามารถปรับตัวได้ ไม่สามารถเผชิญปัญหาได้
6. (Moving)แบบแผนการเคลื่อนไหว
เช่น อ่อนเพลีย การนอน การเปลี่ยนแปลง การกลืนผิดปกติ
7. (Perceiving)แบบแผนการรับรู้
เช่น ความรู้สึกสิ้นหวัง การทอดทิ้ง
8. (Knowing)แบบแผนการรับรู้
เช่น รู้สึกสับสน จำไม่ได้
9. (Feeling)แบบแผนความรู้สึก
เชน ความเจ็บปวด ความวิตกกังวล ความกลัว
ระบบจำแนกประเภทผลลัพธ์ทางการพยาบาล (Nursing Outcomes classification : NOC)
เป็นระบบสารสนเทศทางการพยาบาลที่ช่วยประเมินว่าผู้ป่วยได้รับการพยาบาลที่มีคุณภาพครบถ้วนและเท่าเทียมกันทุกคน
ซึ่งพัฒนาโดยทีมวิจัยของมหาวิทยาลัย IOWA ตั้งแต่ปี 1991
ซึ่งพัฒนาจากฐานข้อมูลของ NANDA7 Health domain29 Outcome class260
Outcome (Indicators and Scores)7 Health domains of NOCการใช้ค่ามาตรฐานในการวินิจฉัยทางการพยาบาล
(International Classification Nursing Practice : ICNP)ระบบการผสมผสานคำ
สำหรับการปฏิบัติพยาบาล (การวินิจฉัย กิจกรรมการพยาบาล และผลลัพธ์การพยาบาล)
ที่จะเอื้อให้เกิดการ crossmap คำต่างๆ ทางการพยาบาลในทุกระบบจำแนกที่มีอยู่และคำท้องถิ่น
การแพทย์ทางไกลหรือโทรเวชกรรม (Telemedicine) cine
· เป็นการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้กับงานทางการแพทย์โดยการส่งสัญญาณผ่านสื่ออาจเป็นสัญญาณดาวเทียม
หรือใยแก้วนำแสงควบคู่ไปกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์
· แพทย์ต้นทางกับแพทย์ปลายทางติดต่อกันด้วยภาพเคลื่อนไหวและเสียงทำให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลคนไข้ระหว่างกันและกัน
เช่น ฟิล์มเอ็กซเรย์ คลื่นหัวใจ
ประกอบด้วยระบบย่อย 4 ระบบ คือ
· ระบบประชุมทางไกล (Video
Conference)
· ระบบการปรึกษาแพทย์ทางไกล
(Medical Consultation)
• ระบบ TeleradiologyTeleDiag
คือ Teleradiology ของคนไทย
ที่พัฒนาขึ้นเพื่อคนไทย เป็นระบบ Telemedicine ที่สนับสนุนงานด้านรังสีวินิจฉัย
การอ่านและวินิจฉัยผลในระยะไกล จากเครื่อง x-ray computer เป็นนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มความสามารถในการให้บริการในด้านการ
วินิจฉัยสุขภาพอย่างทั่วถึง ปลอดภัย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ
เป็นผลงานการพัฒนาของ บริษัท โปรดิจิส์ จำกัด(www.prodigi.co.th)
ระบบ Telecardiology
เป็นระบบการรับส่งคลื่นหัวใจ (ECG) และเสียงปอด
เสียงหัวใจ โดยผ่านอุปกรณ์เชื่อมต่อมายังอุปกรณ์คอมพิวเตอร์
• ระบบ Telepathologyระบบ Telepathology เป็นระบบรับส่งภาพจากกล้องจุลทรรศน์
(Microscope) ซึ่งอาจจะเป็นภาพเนื้อเยื่อ หรือภาพใดๆ
ก็ได้จากกล้องจุลทรรศน์ทั้งชนิด Monocular และ Binocular
ระบบนี้เป็นอุปกรณ์เชื่อมต่อกับกล้องจุลทรรศน์ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในโรงพยาบาลต่างๆ
อยู่แล้ว
· ระบบการศึกษาทางไกล (Distance
Learning)
· ระบบเชื่อมเครือข่ายข้อมูลและโทรศัพท์
ระบบเชื่อมเครือข่ายข้อมูลและโทรศัพท์
(Data and Voice Network) ระบบเชื่อมเครือข่ายข้อมูลเป็นระบบการใช้งานเชื่อมต่อจากโรงพยาบาลต่างๆ
ซึ่งเป็นจุดติดตั้งของโครงการฯ มายังสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ
เพื่อให้สามารถใช้บริการทางด้านเครือข่ายข้อมูลต่างๆ คือระบบ • Internet /
CD ROM Server / ฐานข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข
ระบบแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ระบบแพทย์ทางไกลเป็นการนำเอาความก้าวหน้าด้านการสื่อสารโทรคมนาคมมาประยุกต์ใช้กับงานทางการแพทย์
โดยการส่งสัญญาณผ่านสื่อซึ่งอาจจะเป็นสัญญาณดาวเทียม (Satellite) หรือใยแก้วนำแสง (Fiber optic)แล้วแต่กรณีควบคู่ไปกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์
แพทย์ต้นทางและปลายทางสามารถติดต่อกันด้วยภาพเคลื่อนไหวและเสียง ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลคนไข้ระหว่างกันได้
ดาวเทียมโทรคมนาคม (Telecommunication Satellite) ใช้ในกิจการการสื่อสารในระดับโลก
ระดับภูมิภาค และระดับประเทศระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม
เป็นวิธีการพิเศษอย่างหนึ่งของไมโครเวฟที่ใช้ดาวเทียมเป็นสถานีทวนสัญญาณ
สามารถส่งได้ระยะไกลกว่าสถานีทวนสัญญาณบนพื้นโลกเทคโนโลยีชนิดนี้เมื่อเทียบกับระบบอื่น-
ส่งข่าวสารได้ จำนวนมากโดยการใช้ ความถี่ไมโครเวฟต่างกัน-
ระบบดาวเทียมมีความสามารถในการส่งแบบกระจาย- ราคาของระบบสื่อสารไม่ ขึ้นกับระยะทาง
อินเตอร์เน็ต (Internet protocol) ผ่านใยแก้วนำแสง
ระบบสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ตโดยใช้เลขหมาย IP และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในการส่งข้อมูลบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์นานาชาติที่ใช้กันอยู่ทั่วโลก•
เทคโนโลยี ADSL พัฒนาให้ใช้TCP/IP
Protocol เป็นหลัก ซึ่งเป็นProtocol ที่ใช้บนเครือข่าย
Internet และพัฒนาบนพื้นฐานของเทคโนโลยี ATM ทำให้ADSL สามารถรองรับ Application ในด้านMultimedia ได้เป็นอย่างดี
โดยมีอัตรารับข้อมูลสูงสุดที่ 8 Mbps.และอัตราการส่งข้อมูลสูงสุดที่
1 Mbps
โครงข่ายบริการสื่อสารร่วมระบบดิจิทัล ระบบ ISDN (IntegratedService Digital Network)เป็นโครงข่ายโทรคมนาคมสื่อสารระบบใหม่ที่รวมการให้บริการสื่อสารที่มีเดิมทั้งหมด
เช่น โทรศัพท์ โทรสาร เทเล็กซ์ คอมพิวเตอร์ ดาต้าเทอร์มินอลที่ใช้ติดต่อกับเมนเฟรม
เทเลเท็กซ์ วีดีโอเท็กซ์ รวมทั้งบริการสื่อสารอื่นๆ ที่ทันสมัย เช่น
วีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ มาใช้งานร่วมกันในโครงข่ายนี้ได้เพียงโครงข่ายเดียว
โดยโครงข่ายนี้สามารถติดต่อสื่อสารได้ทั้งเสียง ข้อมูล และภาพ
ด้วยสัญญาณดิจิตอลทั้งระบบ• ความเร็วในการส่งข้อมูล 128
(64+64) kbps / หมายเลข
การนำเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์มาใช้เกี่ยวกับข้อมูลภาพทางการแพทย์ (Medical Imaging)
· ผู้ใช้คือ
แพทย์สาขาวิชาต่างๆ และ ผู้พัฒนา คือ ผู้เชี่ยวชาญทางคอมพิวเตอร์และ วิศวกร
มาร่วมกันสร้างสรรค์ระบบงานหรืออุปกรณ์เกี่ยวข้องที่เหมาะสมกับการแพทย์ของไทย
· ภาพที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยหรือ
organism ต่างๆ ทั้งภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหว ภาพสีหรือ ขาวดำ
ของอวัยวะต่างๆทั้งภายในและภายนอก ภาพที่สร้างเป็นภาพเสมือนจริงหรือ สามมิติ
ICD (International Statistical Classification of Disease and Related
Health Problems Tenth Revision) ระบบการจัดหมวดหมู่ของโรค
ภาวะความเจ็บป่วยและการบาดเจ็บต่างๆ ในมนุษย์องค์การอนามัยโลก (World
Health Organization (WHO) ได้จัดทำ International
Statistical Classification of Diseases and Related Health Problems (ICD) เพื่อใช้จัดหมวดหมู่โรคและการบาดเจ็บชนิดต่างๆ
สำหรับการรายงานโรคหรือปัญหาสุขภาพทั่วไป (disease and related health
problems) ที่มีมาตรฐานเดียวกัน
และสามารถนำข้อมูลที่ได้รับการรายงานไปใช้ในทางระบาดวิทยา
เพื่อวางแผนควบคุมและป้องกันโรคต่อไป ICD ที่ใช้ในปัจจุบันนี้เป็นฉบับที่ได้รับการปรังปรุงครั้งที่
10 หรือเรียกย่อๆ ว่า ICD-10สำหรับงานทางด้านอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อมนั้น
มีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลสุขภาพของผู้สัมผัสกับสิ่งคุกคามจากสิ่งแวดล้อมการทำงานหรือสิ่งแวดล้อมทั่วไป
การรายงานผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น อาการ อาการแสดง
และโรคที่เกิดจากการทำงานหรือสิ่งแวดล้อม
จึงมีความสำคัญเฉกเช่นเดียวกันกับการรายงานโรคทั่วไป คือช่วยให้ทราบระบาดวิทยาและนำไปสู่การวางนโยบาย
มาตรการในการควบคุมและป้องโรคแต่เนื่องจาก การวินิจฉัยโรคจากการทำงาน (Occupational
Diseases) มีบัญชีการวินิจฉัยโรคแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ
ยังไม่มาตรฐานเดียวกันที่ใช้เป็นสากล จึงทำให้การรายงานโรคจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าความเป็นจริง
สำหรับประเทศไทย การรายงานโรคจากการทำงานในปัจจุบันใช้แบบรายงาน รง. 506 และ รง.506/2 ของสำนักระบาดวิทยา
ซึ่งยังมีข้อจำกัดอยู่บางประการ
คือเป็นรายงานเชิงระบาดวิทยาซึ่งจะรายงานทั้งผู้ป่วยที่สงสัยและผู้ป่วยยืนยันรวมกัน
ไม่ครอบคลุมโรคจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมทุกโรค
และที่สำคัญคือแพทย์บางส่วนยังไม่ทราบว่ามีระบบนี้อยู่
จึงทำให้การรายงานโรคจากการทำงานหรือสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าความเป็นจริง การนำระบบ ICD
– 10
ซึ่งเป็นระบบที่รู้จักกันทั่วไปมาใช้ในการติดตามสถิติโรคจากการทำงาน
จึงอาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่เข้ามาทดแทนได้
กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม(DRG – Diagnosis Related Group)เป็นเครื่องมือในการจัดสรรงบประมาณชดเชยจากสำนักงานประกันสุขภาพให้กับ
โรงพยาบาลที่รับผู้ป่วยบัตรประกันสุขภาพและสวัสดิการข้าราชการ
และเป็นระบบการจัดหมวดหมู่ของโรคที่เพิ่งถือกำเนิดมาใหม่ในราว 10 กว่าปีโดยมีข้อแตกต่างที่สำคัญจาก ICD-10
ในหลายแง่มุม ที่สำคัญคือ เกณฑ์การจัดหมวดหมู่และจุดมุ่งหมาย
การนำไปใช้งานระบบ DRG จัดหมวดหมู่ของโรค ตามความหนักเบาของโรค
และอาการต่าง ๆ เช่น แบ่งเป็น โรคทางอายุรกรรม
โรคทางศัลยกรรมกลุ่มโรคแทรกซ้อนที่พบร่วม จะทำให้ผู้ป่วยตกอยู่ใน DRG ที่แตกต่างกัน
ระบบการชี้เฉพาะด้วยคลื่นความถี่วิทยุ
RFID (Radio Frequency Identification)คือระบบชี้เฉพาะอัตโนมัติ
(Automatic Identification) แบบไร้สาย (Wireless) ระบบนี้จะประกอบด้วยอุปกรณ์สองส่วน คือ ส่วนเครื่องอ่าน (Reader) และส่วนป้ายชื่อ (Tag) โดยการทำงานนั้นเครื่องอ่านจะทำหน้าที่จ่ายกำลังงานในรูปคลื่นความถี่วิทยุให้กับตัวบัตร
ยังผลให้วงจรอิเล็กทรอนิกส์ภายในสามารถส่งข้อมูลจำเพาะที่แสดงถึง “Identity”
กลับมาประมวลผลที่ตัวอ่านได้
โครงสร้างการทำงานของระบบ RFID แบบ Inductive Coupling
การประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยี RFID สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานด้านต่าง
ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอ่านและเขียนข้อมูลได้โดยไม่ต้องสัมผัส
ทนต่อสภาพแวดล้อมและสิ่งสกปรก
การสื่อสารได้ทุกทิศทางและสามารถส่งสัญญาณผ่านวัตถุบางประเภทได้
การนำมาประยุกต์ใช้
การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์
ร้านค้าชั้นนำได้มีการนำเอาเทคโนโลยี RFID เข้ามาใช้
เนื่องจากเชื่อว่าจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้า
สำหรับการบริหารห่วงโซ่อุปทานและการจัดการโลจิสติกส์นั้น เทคโนโลยี RFID สามารถนำไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้
การผลิต
ใช้ในการตรวจสอบชิ้นส่วนการผลิตได้อย่างอัตโนมัติ
การขนส่งและกระจายสินค้าใช้ในการตรวจสอบสินค้าที่เข้าและออกคลังสินค้าตลอดจนสินค้าคงคลังได้สะดวกรวดเร็วกว่าการใช้บาร์โค้ด
สามารถเตือนภัยได้อัตโนมัติในกรณีที่สินค้าเป็นวัตถุอันตรายสองชนิดที่ไม่ควรวางใกล้กัน
การค้าปลีก
นอกจากทำให้การชำระเงินของลูกค้าสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น
ยังช่วยให้ผู้ค้าสามารถรู้อุปสงค์ของลูกค้าได้อย่างละเอียด
ถึงระดับสินค้าเป็นรายชนิด และรู้พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภค
ทำให้การบริหารสินค้าคงคลัง และการวางแผนการขาย
และการจัดวางสินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ดังนั้นหากมีการร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสมาชิกแต่ละชั้นในห่วงโซ่อุปทานจากต้นทางสู่ปลายทางแล้ว
จะช่วยให้การวางแผนการผลิตเป็นไปอย่างสอดคล้องกับอุปสงค์มากขึ้น
ผู้ผลิตสามารถผลิตสินค้าตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น
เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร
และทำให้เกิดห่วงโซ่อุปทานแบบบูรณาการที่โปร่งใสและมีความลื่นไหลตลอดสายโซ่
การจัดการด้านการแพทย์และสาธารณสุข มีการนำเทคโนโลยี RFID มาช่วยในการทำระบบติดตาม (Asset tracking) กับเครื่องมือแพทย์ที่มีราคาแพง
ทำให้สามารถตรวจสอบการเก็บรักษาเครื่องมือแพทย์ได้สะดวกรวดเร็ว
นอกจากนี้นำมาใช้ในการตรวจสอบยาปลอม และการติดตามข้อมูลการรักษาย้อนหลังของผู้ป่วย
ในกรณีที่ต้องเปลี่ยนแพทย์ในการรักษา
ทำให้แพทย์ทราบข้อมูลของผู้ป่วยและสามารถรักษาได้อย่างถูกต้อง
และสามารถใช้ในการติดตามตัวผู้ป่วยในกรณีของผู้ป่วยที่เป็นอัลไซเมอร์ (Alzheimer)
ได้ด้วยในปัจุบันได้เริ่มมีการนำเทคโนโลยี RFID เข้าไปประยุกต์ใช้ทางการแพทย์และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เช่นในประเทศสหรัฐอเมริกา
องค์การอาหารและยาของประเทศให้การรับรองและอนุญาตให้มีการใช้เครื่องมือหรือเทคโนโลยีฝังชิ้นส่วนของไมโครชิพ
หรือ เก็บหน่วยข้อมูลอัจฉริยะขนาดจิ๋ว ซึ่งทำงานด้วยระบบ RFID เข้าสู่ผิวหนังผู้ป่วยได้ โดยลักษณะรูปร่างของเจ้าไมโครชิพนี้จะมีขนาดเล็กมาก
ๆมีขนาดเท่า “ เมล็ดข้าว” เท่านั้นเอง
และใช้ฉีดเข้าไปฝังตัวใต้ผิวหนังของผู้ป่วย เพื่อช่วยเก็บข้อมูลในทางการแพทย์ อาทิเช่น
ข้อมูลกรุ๊ปเลือด ข้อมูลการเกิดภูมิแพ้
ข้อมูลลักษณะเฉพาะของผู้ป่วยแต่ละบุคคล เพื่อให้แพทย์ช่วยรักษาและวินิจฉัยให้ตรงกับโรคมากที่สุดอีกทั้งยังใช้
เป็นรหัสส่วนบุคคลของผู้ป่วยอีกด้วย
จากการที่ได้ศึกษา ICT จะเห็นได้ว่า การทำงานในโรงพยาบาลได้มีการนำเทคโนโลยีในด้านการรักษาพยาบาลเข้ามาประยุกต์ใช้
ซึ่งจะเห็นว่ามีความทันสมัย สะดวก รวดเร็ว มีการทำงานเป็นระบบมากขึ้น โดยปัจจุบันโรงพยาบาลหลายแห่ง
ก็ได้มีการติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อเชื่อมต่อฐานข้อมูลประวัติคนไข้
ไปจนถึงการจ่ายยาต่างๆ ทำให้ลดขั้นตอนการทำงาน และคล่องตัวมากขึ้น โดยที่แพทย์ผู้ตรวจรักษา
สามารถเข้าถึงข้อมูลคนไข้แบบออนไลน์ผ่านทางคอมพิวเตอร์
ตลอดจนสามารถตรวจสอบประวัติการใช้ยาของคนไข้ได้อีกด้วย
ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อโรงพยาบาลที่นำไปใช้ได้อย่างดี
เอกสารอ้างอิง
โดย : นางสาวชุดาภา สมบุตร รหัสนักศึกษา : 57122230012









ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น